194 ม.1 (เยื้องเทสโก้โลตัส) ถ.รอบเมือง อ.เมือง จ.อุดรธานี 41000 โทรศัพท์ 042-242693, 042-248582 โทรสาร. 042-243666
ค้นหาทันใจ
เว็บทั่วโลก
เว็บไทย
หอการค้า

โคราชชูมือขอเป็น 'เมืองหลวงใหม่'

โคราชชูมือขอเป็น 'เมืองหลวงใหม่'

     ประชุมใหญ่หอการค้าจังหวัดทั่วประเทศ ครั้งที่ 29 ประเด็น "วิกฤติน้ำท่วม" มาแรง เกือบทุกจังหวัดสบช่องมหาอุทกภัย ชงมาตรการเสนอรัฐบาลแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน  โคราชเสนอตัว เป็น"เมืองเศรษฐกิจใหม่-เมืองหลวงใหม่"แทนกรุงเทพฯ 4 จังหวัดภาคกลางตอนบน "อยุธยา นนทบุรี ปทุมธานี สระบุรี"ผวาเสียหายซ้ำซาก จี้ตั้งหน่วยงานเดียวดูแลบริหารจัดการน้ำ  ปัตตานีขอCCTV เชียงใหม่เสนอเปิดด่านกิ่วผาวอกถาวร  หอการค้าไทยชูแนวคิดหลักประชุมปีนี้"รวมพลังขับเคลื่อนอย่างยั่งยืน"
     งานสัมมนาหอการค้าจังหวัดทั่วประเทศ กิจกรรมประจำปีที่หอการค้าไทย ร่วมกับหอการค้าจังหวัดทั่วประเทศจัดขึ้นทุกปี โดยจังหวัดที่มีความพร้อมของแต่ละภาค จะหมุนเวียนกันรับเป็นเจ้าภาพจัด สำหรับปีนี้เป็นครั้งที่ 29 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-11 ธันวาคมศกนี้ โดยจังหวัดระยองเป็นเจ้าภาพ  หัวใจสำคัญของงานสัมมนาหอการค้าจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเป็นการระดมความคิดเห็นร่วมกัน ของนักธุรกิจภูธรและส่วนกลาง เพื่อให้ได้แนวทางพัฒนาเศรษฐกิจประเทศในทิศทางเดียวกัน โดยข้อสรุปที่ได้รับจากงานสัมมนา จะได้นำเสนอนายกรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการสนับสนุนต่อไป

korat

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

-ชงโคราชเมืองเศรษฐกิจใหม่:
      "ฐานเศรษฐกิจ"สำรวจข้อเสนอของหอการค้ากลุ่มจังหวัดต่าง ๆ ที่จะร่วมประชุมคราวนี้ ส่วนใหญ่สะท้อนความกังวลจากผลของน้ำท่วม และเสนอมาตรการแก้อย่างยั่งยืน โดยนางสุบงกช  วงศ์วิชยาภรณ์ อดีตประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา ผู้แทนหอการค้ากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 (นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ทางกลุ่มได้เตรียมนำเสนอให้รัฐบาลช่วยผลักดัน ให้จังหวัดนครราชสีมาเป็นเมืองเศรษฐกิจใหม่เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ทดแทนกรุงเทพฯ ที่ในอนาคตยังมีความสุ่มเสี่ยงที่จะถูกน้ำท่วมอีก ทั้งนี้มีนักวิชาการ และบุคคลที่มีชื่อเสียงหลายคน เช่น ดร.อาจอง  ชุมสาย ณ อยุธยา นักคิด นักวิทยาศาสตร์ชื่อดัง หรือ ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ประธานกรรมการอำนวยการเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ที่เห็นพ้องว่า จังหวัดนครราชสีมามีศักยภาพที่จะเป็นเมืองเศรษฐกิจใหม่ได้ เพราะพื้นที่อยู่เหนือระดับน้ำทะเล และที่ตั้งอยู่ใจกลางของประเทศ
      "กรุงเทพฯมีความสุ่มเสี่ยง ที่จะเกิดภัยพิบัติน้ำท่วมรุนแรงขึ้นอีก  ดังนั้นรัฐบาลต้องมองอนาคต เพื่อผลักดันจังหวัดที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งจังหวัดนครราชสีมาหรือเมืองโคราช ถือว่ามีศักยภาพมาก หากรัฐบาลเห็นว่าเหมาะสม ควรเร่งจัดสรรงบ วางผังเมืองใหม่แบ่งโซนอุตสาหกรรม เกษตรกรรม พาณิชยกรรม ที่อยู่อาศัยให้ชัดเจน วางระบบโลจิสติกส์ให้ดี ต่อไปหากมีรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-โคราช จะใช้เวลาเดินทางเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น ดังนั้นโคราชมีความเหมาะสมที่จะเป็นเมืองเศรษฐกิจใหม่ รวมทั้งเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ ที่รองรับการเติบโตของประเทศในอนาคต"

-ภาคกลางชูแก้ปัญหาน้ำ:
      ขณะที่นายสุวรรณลภ  ภูวบัณฑิตสิน อดีตประธานหอการค้าจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน 1 (นนทบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี สระบุรี) ซึ่งเป็นพื้นที่ประสบอุทกภัยใหญ่คราวนี้  กล่าวว่า  จะนำเสนอให้รัฐบาลจัดตั้งหน่วยงานเจ้าภาพ ที่มีอำนาจและรับผิดชอบ ในการบริหารจัดการน้ำในภาพรวมของประเทศโดยตรง จากน้ำท่วมครั้งล่าสุด การบริหารจัดการน้ำมีหลายหน่วยงาน การทำงานสะเปะสะปะไปคนละทาง สร้างความเสียหายมาก เฉพาะอย่างยิ่งในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่นิคม/สวน/เขตอุตสาหกรรมเสียหายไปกว่า 5 แห่ง และจังหวัดปทุมธานีอีก 2 แห่ง รวมถึงผลกระทบต่อชีวิตทรัพย์สิน ภาคเกษตร การค้า และบริการมูลค่ามหาศาล
       นายมนตรี  เล็กวิจิตรธาดา อดีตประธานหอการค้าจังหวัดสมุทรสงคราม ผู้แทนกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 2 (เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร) กล่าวว่า ไฮไลต์ที่จะนำเสนอต่อหอการค้าไทย  เพื่อส่งผ่านไปยังรัฐบาลครั้งนี้มี  เรื่องสำคัญเรื่องแรก การอนุรักษ์ธรรมชาติชายทะเล โดยอยากของบเพิ่มในการสร้างแนวป้องกันน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่ง และเรื่องที่สอง การจัดแพ็กเกจท่องเที่ยวร่วมกันของ 4 จังหวัดในราคาพิเศษ รวมถึงทั้ง 4 จังหวัดเห็นพ้องกันที่รัฐบาล ควรวางแผนป้องกันน้ำท่วมระยะยาว เพราะจากน้ำท่วมครั้งนี้มีผลให้สัตว์ทะเลชายฝั่ง ได้รับผลกระทบ และมีความเสียหาย จากปริมาณน้ำจืดที่ไหลทะลักลงสู่ทะเลเป็นจำนวนมาก 2 แห่ง รวมถึงกระทบต่อชีวิตทรัพย์สิน ภาคเกษตร การค้า และบริการมูลค่ามหาศาล
-ปิดด่านกิ่วผาวอกถาวร:
        ด้านนายณรงค์  คองประเสริฐ ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ผู้แทนกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 (เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน) กล่าวว่า ทางกลุ่มได้เตรียมนำเสนอ 2 เรื่องใหญ่ต่อหอการค้าไทย เรื่องแรกคือ โครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้อนุมัติแล้วในหลักการ ซึ่งอยากให้รัฐบาลเร่งติดตามและผลักดันโครงการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพราะโครงการนี้จะช่วยพลิกฟื้น และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาคเหนือตอนบน ให้ขยายตัวได้อีกมาก เฉพาะอย่างยิ่งช่วยเพิ่มนักท่องเที่ยวมากกว่า 3 หมื่นคนต่อวัน
       เรื่องที่สอง  ศูนย์ประชุมและศูนย์แสดงสินค้านานาชาติจังหวัดเชียงใหม่ ที่สร้างเสร็จแล้ว แต่ยังไม่มีรูปแบบการบริหารจัดการที่เป็นธรรมอย่างชัดเจน ทางกลุ่มเสนอให้มีตัวแทนกลุ่มจังหวัดร่วมบริหารจัดการ เพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และตรงกับความต้องการ ทั้งนี้ทั้ง 2 โครงการขอให้มีการดูแลการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ ให้มีความโปร่งใส
       ขณะเดียวกันในส่วนของหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ จะขอให้รัฐบาลช่วยเปิดด่านชายแดนถาวรที่กิ่วผาวอก ของอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเชื่อมกับเมืองตองจี ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐฉานของพม่า  จากปัจจุบันเป็นด่านชั่วคราว หากเปิดเป็นด่านถาวรได้ เชื่อว่าจะช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าชายแดนด้านนี้ ไม่น้อยกว่าด่านแม่สาย ที่มีมูลค่าการค้ากับพม่าปีละกว่า 1 หมื่นล้านบาท

-กลุ่มเจ้าภาพเน้นเสถียรภาพผลไม้:
      นายปราโมช  ร่วมสุข อดีตประธานหอการค้าจังหวัดจันทบุรี ผู้แทนกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก (ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด) กล่าวว่า ทางกลุ่มซึ่งมีผลไม้เป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจหลักได้เตรียมนำเสนอยุทธศาสตร์เรื่องราคาผลไม้ ที่มีปัญหาราคาตกเกือบทุกปี และมีข้อกำหนดมาตรฐานคุณภาพที่ไม่นิ่ง ดังนั้น จึงอยากขอการสนับสนุนงบจากรัฐบาล ในเรื่องการพัฒนาสินค้าทั้งเรื่องคุณภาพ การแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม การสนับสนุนเรื่องห้องเย็นเพื่อเก็บสินค้า เป็นต้น
-อีสานบน1ทวงสัญญาเดิม:
      นายสมศักดิ์  ขจรเฉลิมศักดิ์ อดีตประธานหอการค้าจังหวัดเลย ผู้แทนกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1(อุดรธานี หนองบัวลำภู หนองคาย บึงกาฬ เลย) กล่าวว่า ไม่มีเรื่องใหม่เสนอ แต่อยากให้รัฐบาลสนับสนุนโครงการที่เคยเสนอไปแล้วก่อนหน้านี้ คือการสร้างนิคมอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรตามแนวชายแดน ในแถบจังหวัดเลย หนองคาย และบึงกาฬ เพราะนอกจากจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้า และสร้างรายได้เพิ่มแก่เกษตรกรในพื้นที่แล้ว จากน้ำท่วมครั้งนี้มีคนตกงานเป็นจำนวนมาก หากสร้างนิคมในพื้นที่รองรับได้ จะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ เป็นการกระจายความเจริญ สร้างความสุขในครอบครัวให้กลับคืนมา และช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและทางเศรษฐกิจได้
-ปัตตานีขอCCTV:
      ขณะที่นายสมศักดิ์  อิสริยะภิญโญ  ประธานหอการค้าจังหวัดปัตตานี กล่าวว่า จะเสนอในเรื่องเดิมที่ยังไม่มีความคืบหน้า คือการผลักดันให้จังหวัดปัตตานี เป็นศูนย์กลางอาหารฮาลาลของประเทศ เพราะขณะนี้แม้จะมีนักลงทุนให้ความสนใจจับจองพื้นที่แล้ว 13 ราย แต่ปรากฏระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ ของนิคมอุตสาหกรรมฮาลาลที่ปัตตานี ก็ยังไม่เรียบร้อย นอกจากนี้ล่าสุดก็มีปัญหาใหม่เกิดขึ้นอีก สืบเนื่องจากธนาคารทหารไทย ที่ได้รับมอบหมายจากกระทรวงการคลัง ในการปล่อยกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำ 1.5% แก่นักลงทุน และได้ปล่อยกู้ไปแล้วหลายราย ได้เรียกคืนเงินกู้อัตราดอกเบี้ยพิเศษดังกล่าวจากนักลงทุน โดยอ้างมีความเสี่ยงจากการก่อการร้าย ในทั้ง 3 จังหวัดชายแดนใต้ คือ ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ทำให้เวลานี้นักลงทุนได้ย้ายฐานออกจาก 3 จังหวัดเป็นจำนวนมาก จึงอยากให้ช่วยแก้ปัญหา
      "อีกเรื่องที่เราจะนำเสนอคือ การขอการสนับสนุนกล้องวงจรปิด หรือ CCTV จากสมาชิกหอการค้าไทย เพราะการขอจากรัฐบาลค่อนข้างล่าช้า จากช่วงที่ผ่านมากล้องวงจรปิดในพื้นที่ถูกผู้ก่อการร้ายเผาทำลายไปนับพันตัว ทำให้ยากในการสอดส่องดูแลและติดตามคนร้าย"

-รวมพลังขับเคลื่อนอย่างยั่งยืน:
      นอกจากแผนยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัด ที่จะนำเสนอต่อหอการค้าไทย เพื่อส่งผ่านไปยังรัฐบาล เพื่อให้การสนับสนุนแล้ว นายวิชัย  อัศรัสกร กรรมการเลขาธิการหอการค้าไทย เผยว่า ในการสัมมนาครั้งนี้ได้กำหนด Theme  ไว้ว่า "รวมพลังขับเคลื่อนอย่างยั่งยืน(Partnership)" โดยจะมีประธานหอการค้าจังหวัด เลขาธิการหอการค้าไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเป็นจำนวนมาก
      นอกจากนี้ยังได้แบ่งกลุ่มสัมมนาเชิงปฏิบัติการใน 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ ต่อต้านคอร์รัปชัน สร้างสรรค์ประเทศไทย,ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจหลังวิกฤติน้ำท่วม และลดความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจและสังคมสู่ความยั่งยืน ซึ่งผลสรุปที่ได้ทั้งหมดจากงานสัมมนาครั้งนี้นายพงษ์ศักดิ์  อัสสกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย จะได้นำเสนอต่อนางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่จะเดินทางไปกล่าวปาฐกถาพิเศษ และปิดการสัมมนา ในวันอาทิตย์ที่ 11 ธันวาคม 2554 นี้ด้วยตนเอง

รวบรวมข้อมูลโดย UCC Today
ขอบคุณข่าวจาก... ฐานเศรษฐกิจ ออนไลน์