194 ม.1 (เยื้องเทสโก้โลตัส) ถ.รอบเมือง อ.เมือง จ.อุดรธานี 41000 โทรศัพท์ 042-242693, 042-248582 โทรสาร. 042-243666
ค้นหาทันใจ
เว็บทั่วโลก
เว็บไทย
หอการค้า

"สวทช.-วิทย์สัญจร" ครั้งที่ 2

"สวทช.-วิทย์สัญจร" ครั้งที่ 2 เสนอนวัตกรรมเสริมแกร่งภูมิภาค หนุนชาวอีสานประยุกต์ใช้นวัตกรรมพัฒนาศักยภาพทางธุรกิจ

        วันนี้ (8พ.ย.61) เวลา 09.30 น. นายวัฒนา พุฒิชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี กล่าวต้อนรับในพิธีเปิดงาน สวทช.วิทย์สัญจร 2561 หัวข้อ “วิจัยเข้มแข็ง เสริมแกร่งภูมิภาค” ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและตอนกลาง จำนวน 12 จังหวัด โดยมี นางสาววิราภรณ์ มงคลไชยสิทธิ์ รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และผู้อำนวยการสถาบันจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร(สท.) เป็นประธานเปิดงาน มี นายธนัชชัย สามเสน ประธานหอการค้าจังหวัดอุดรธานี หัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน คณาจารย์ นักเรียน นักวิจัย ผู้ประกอบการ เกษตรกร และประชาชนทั่วไปจากภาคอีสาน ร่วมงาน
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดงานประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการพร้อมแสดงผลงานวิจัยใช้ได้จริงในงาน "สวทช.-วิทย์สัญจร" ครั้งที่ 2 (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและตอนกลาง) จังหวัดอุดรธานี ภายใต้แนวคิด "วิจัยเข้มแข็ง เสริมแกร่งภูมิภาค" เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยของ สวทช. และเครือข่ายพันธมิตรออกสู่สาธารณชน เพื่อให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ต่อยอดทั้งในเชิงพาณิชย์และเชิงสาธารณประโยชน์

wit1-2

wit1-1

         นางสาววิราภรณ์ มงคลไชยสิทธิ์ กล่าวว่า สวทช. องค์กรวิจัยและพัฒนาของประเทศและเป็นหนึ่งในกลไกลที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) โดยในปี 2561 สวทช.เดินหน้าเชิงรุกเพื่อตอบโจทย์นโยบายไทยแลนด์ 4.0 เพื่อเสริมแกร่งสร้างผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศในวงกว้าง ทั้งในระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และภูมิภาคทั่วประเทศ ตามนโยบายของกระทรวงฯ ที่ให้ดำเนินโครงการ "บิ๊กร็อค" หรือโครงการที่มีผลกระทบสูงต่อประเทศ เพื่อสร้างความเข้มแข็งด้านเศรษฐกิจภายในประเทศ ด้วยการนำ วทน.ไปสู่ทุกกลุ่มเป้าหมายได้เข้าถึงและพัฒนาศักยภาพในสาขาอาชีพของตนเองทั้งวิทย์เพื่อธุรกิจ วิทย์เพื่อชุมชน และวิทย์สร้างคน

       "ผลงานสำคัญของ สวทช. ในรอบปีที่ผ่านมาได้ดำเนินการในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสาน ได้แก่ ด้านพัฒนาชุมชน มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากงานวิจัยสู่เกษตรกรในพื้นที่ภาคอีสาน เช่น เทคโนโลยีโรงเรือนพลาสติกและการบริหารจัดการแบบครบวงจรให้กับเกษตรกรแล้วกว่า 300 ครัวเรือน พร้อมคัดเลือกชุมชนต้นแบบเป็นจุดสาธิตใน 4 จังหวัด"

        ด้านเสริมแกร่งผู้ประกอบการ ปีนี้ สวทช. สนับสนุน SMEs ผ่านโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมหรือ ITAP จำนวน 142 โครงการ คิดเป็น 14% ของโครงการทั่วประเทศ มีมูลค่าของโครงการรวม 86 ล้านบาท โดยปีนี้เกิดผลกระทบจากโครงการในภาคอีสานที่ผ่านมาแล้วกว่า 780 ล้านบาท ด้านการพัฒนากำลังคน สวทช. มอบทุนการศึกษาวิจัยระดับบัณฑิตศึกษาให้กับนักศึกษาในภาคอีสานทั้ง 47 ทุน คิดเป็น 18% ของทุนทั้งหมดทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนาการเรียนการสอนด้านสะเต็มศึกษาให้กับครูผู้สอนในโรงเรียน 31 แห่งในภาคอีสาน มีการจัดค่ายให้กับโรงเรียนในโครงงานค่ายสิ่งประดิษฐ์สมองกลผังตัวและสร้างชิ้นงาน 3 มิติ ด้วย 3D Printer ดำเนินโครงการโครงประลองต้นแบบทางวิศวกรรม (Fabrication Lab) เพื่อพัฒนาทักษะความเป็นนวัตกรแก่เด็กและเยาวชนไทยให้กับ 28 โรงเรียน คิดเป็น 19% ของโรงเรียนที่ได้ดำเนินการทั่วประเทศ และโครงการสื่อการสอนโปรแกรมมิ่งในโรงเรียน (Coding at School Powered by KindBright) ให้กับโรงเรียนในภาคอีสานจำนวน 283 แห่ง คิดเป็น 36.5% ของจำนวนโรงเรียนทั้งหมดที่เข้าร่วมโครงการทั่วประเทศ การนำ วทน. มาช่วยในการยกระดับเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนให้มีความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

wit1-4

wit1-5

wit1-3

       งาน "สวทช.-วิทย์สัญจร" ครั้งที่ 2 นี้ ยังมีการมอบรางวัล "วิทย์แปงบ้าน อีสานแปลงเมือง" เชิดชูเกียรติบุคคลที่ใช้ วทน. เพื่อการพัฒนาชุมชน ธุรกิจ และเป็นกำลังใจแก่บุคคลต้นแบบในภาคอีสานที่นำความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ไปปรับใช้ สามารถสร้างผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจและสังคม โดยมีผู้เข้ารับรางวัล จำนวน 2 สาขา คือ สาขาพัฒนาสังคม จำนวน 1 คน ได้แก่ นางสาวกัลยาณัฏพระศรีนาม ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร บ้านบ่อเหมืองน้อย อ.นาแห้ว จ.เลย ผู้นำเกษตรกรเรียนรู้การปลุกสตรอว์เบอร์รี่ ร่วมกับศูนย์ไบโอเทค สวทช. และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ผลิตสตรอว์เบอร์รี่ขายด้วยตนเอง พร้อมบุกเบิกด้านการตลาด จนทำให้ชุมชนสามารถผลิตสตรอว์เบอร์รี่ขายเกิดรายได้หมุนเวียนในชุมชน 1.4 ล้านบาทต่อไป เป็นที่มาของคำว่า "สตรอว์เบอร์รี่แดนอีสาน" สาขาพัฒนาเศรษฐกิจ จำนวน 2 คน ได้แก่ นายเลอศักดิ์ เนื่องจำนงค์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ควอลิตี้ คอมโพเน้นท์ (ไทยแลนด์) จำกัด ประกอบกิจการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สนับสนุนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ทั้งในและต่างประเทศ ด้วยประสบการณ์ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชั้นสูงมากกว่า 10 ปี เข้าร่วมโครงการกับ ITAP มาแล้วกว่า 21 โครงการ และนายสุนทร ไกรตระกูล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คาร์เปท เมกเกอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกอบกิจการผลิตพรมทอมือ และพรมทอเครื่อง จำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ จากความตั้งใจของผู้บริหารที่ต้องการจะพัฒนาท้องถิ่นในส่วนภูมิภาคและช่วยให้คนในชุมชนมีงานทำ จึงเปิดบริษัทที่จังหวัดขอนแก่น ด้วยการพัฒนาและนำวิทยาศาสตร์เข้าไปใช้ในบริษัท และขอรับการสนับสนุนจาก ITAP ตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน รวมประมาณ 7 โครงการ

wit1-11

wit1-12

       การลงนามความร่วมมือการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจในภูมิภาค ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและตอนกลาง รวม 12 จังหวัด คือ อุดรธานี หนองคาย หนองบัวลำภู เลย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ดและกาฬสินธุ์

wit1-6

wit1-7

wit1-8

wit1-9

wit1-10

       รวมทั้งการแสดงนิทรรศการน่าสนใจเพื่อนำเสนอผลงานสำคัญที่ สวทช. แบ่งเป็น 3 โซน คือ วิทย์เพื่อธุรกิจ มีการบรรยาย "เทคนิคการสู้ชีวิต ทำธุรกิจให้ติดปีก" โดยนายกสมาคมการค้าซอฟว์แวร์และธุรกิจนวัตกรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วิทย์เพื่อชุมชน ชมการสาธิตนวัตกรรมกี่ทอยกดอก 12 ตะกอ แบบไม่ใช้ไฟฟ้า ใช้ระบบบังคับการยกตะกอด้วยไม้ลายทกให้เกิดลวดลายโดยไม่ต้องท่องจำ อีกทั้งยังได้ลายผ้ารูปทรงเรขาคณิตที่มีความสม่ำเสมองดงามและร่วมสมัย การอบรมเชิงปฏิบัติการเพิ่มคุณภาพผ้าทอพื้นเมืองด้วยนวัตกรรมเอนไซม์ ENZease ที่ช่วยลอกแป้งและกำจัดสิ่งสกปรกบนผ้าฝ้ายไว้ในขั้นตอนเดียว การเพิ่มมูลค่าผ้าทอพื้นเมืองด้วยนวัตกรรมนาโนเทคโนโลยีและ วิทย์เพื่อพัฒนาคน อาทิ โครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรสะเต็ม (STEM) เพื่อการวิจัยและพัฒนาสำหรับภาคอุตสาหกรรม กิจกรรมดังกล่าวเป็นการเผยแพร่ผลงานวิจัยของ สวทช. และเครือข่ายพันธมิตรให้กับชาวอีสานนำไปใช้ประโยชน์ต่อยอดทั้งในเชิงพาณิชย์และสาธารณประโยชน์ เพื่อหนุนให้เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ในพื้นที่ รวมถึงช่วยพัฒนากลังคนด้านวิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 21 อันจะเป็นกำลังสำคัญในการก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 ในอนาคต