194 ม.1 (เยื้องเทสโก้โลตัส) ถ.รอบเมือง อ.เมือง จ.อุดรธานี 41000 โทรศัพท์ 042-242693, 042-248582 โทรสาร. 042-243666
ค้นหาทันใจ
เว็บทั่วโลก
เว็บไทย
หอการค้า

แนวทางการประหยัดพลังงานของหน่วยงานภาครัฐ โดย สำนักงานพลังงานจังหวัดอุดรธานี

แนวทางการประหยัดพลังงานของหน่วยงานภาครัฐ
โดย สำนักงานพลังงานจังหวัดอุดรธานี

env1



          ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้หน่วยงานราชการ ต้องลดการใช้ไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้ในหน่วยงานลง อีกทั้งให้มีคณะทำงานในการกำหนดแผนงาน นโยบาย และเป้าหมายในการลดใช้พลังงานลงอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการกำหนดบทลงโทษสำหรับหน่วยงานที่ฝ่าฝืน หรือไม่สามารถลดการใช้พลังงานได้ตามเป้าหมาย

          ที่ผ่านมาการประหยัดพลังงาน บางครั้งก็ดูเหมือนกับว่าเป็นเรื่องที่ซับซ้อนสำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยอีกทั้งบางครั้งดูเหมือนว่ายังขาดความเข้าใจที่ถูกต้อง ในการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ในสำนักงานอย่างถูกวิธีและความเข้าใจถึงความสำคัญของการบำรุงรักษาอุปกรณ์เหล่านั้นให้มีประสิทธิภาพอยู่เสมอ

          แต่อย่างไรก็ตาม การที่จะสามารถบรรลุถึงการประหยัดพลังงานได้ คนหรือบุคลากรในหน่วยงานมีส่วนสำคัญยิ่งที่จะทำให้การประหยัดพลังงานในหน่วยงานของท่านประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว ทัศนะคติในการอนุรักษ์พลังงานและจิตสำนึกในการมีส่วนร่วมเป็นส่วนสำคัญยิ่ง หากเราร่วมแรงร่วมใจกันปรับพฤติกรรมที่เคยใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลือง และกลับมา ลด ละ เลิก การใช้อุปกรณ์ไม่ถูกวิธีหมั่นบำรุงรักษาอุปกรณ์เครื่องใช้ให้มีประสิทธิภาพอยู่เสมอ และมีสำนึกในการมีส่วนร่วม ความสำเร็จก็อยู่เบื้องหน้าเพียงแค่มือเอื้อม

แนวทางการประหยัดพลังงาน

1.เครื่องปรับอากาศ
     1.1 ตั้งอุณหภูมิปรับอากาศให้เหมาะสม ที่ 25-26 องศาเซลเซียล ในบริเวณพื้นที่ทำงานทั่วไปและพื้นที่ส่วนกลาง
     1.2 ลดชั่วโมงการทำงาน เช่น เปิดเครื่องปรับอากาศช้าลง และปิดเครื่องปรับอากาศเร็วขึ้น โดยหากเปิดเครื่องปรับอากาศในเวลา 09.00 น. แทนเวลา 08.30 น. และปิดเครื่องปรับอากาศเวลา 16.00 น. แทนเวลา 16.30 น. ก็จะสามารถลดการใช้งานเครื่องปรับอากาศได้วันละ 1 ชั่วโมง
     1.3 ในกรณี ปิดเครื่องปรับอากาศในช่วงเวลาพักเที่ยง เพื่อป้องกันการทำงานของเครื่องปรับอากาศทำงานพร้อมกันจำนวนมากๆ เมื่อกลับเข้าทำงานในเวลา 13.00 น. ให้ใช้วิธีการลดการทำงานของคอมเพรสเซอร์ โดยการปรับเทอร์โมสตัทให้อยู่ที่อุณหภูมิสูงสุด เพื่อให้คอมเพรสเซอร์หยุดการทำงาน ตัวอย่างเช่น ปกติตั้งอุณหภูมิปรับอากาศไว้ที่ 25 องศาเซลเซียส คอมเพรสเซอร์ก็จะหยุดทำงานโดยอัตโนมัติ และเมื่อกลับเข้าทำงานก็ให้ปรับไปที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส ตามปกติ หรือในกรณีเป็นเครื่องปรับอากาศรุ่นใหม่ให้ปรับเทอร์โมสตัท ให้ทำงานที่ Fan Mode เพื่อหยุดการทำงานของคอมเพรสเซอร์ และเมื่อกลับเข้าทำงานก็ปรับให้ทำงานที่ Cool Mode ตามปกติ

          ทั้งนี้การปรับเทอร์โมสตัส ตามคำแนะนำดังกล่าว เครื่องปรับอากาศจะยังคงทำงานในส่วนของพัดลมจ่ายลมเย็นซึ่งใช้พลังงานไม่มากนัก และจะทำให้ห้องทำงานไม่ร้อนจนเกินไป เมื่อกลับเข้าทำงานและลดภาระการทำงานหนักของเครื่องปรับอากาศ เมื่อเปิดเครื่องปรับอากาศใหม่หลังเวลา 13.00 น.

     1.4 เปิดเครื่องระบายอากาศเท่าที่จำเป็น
     1.5 บำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศอย่างสม่ำเสมอโดย
? ทำความสะอาดแผงกรองอากาศ ที่อยู่ในชุดเครื่องปรับอากาศภายในอาคารอย่างสม่ำเสมอทุกๆ เดือน ทั้งนี้ การล้างทำความสะอาดแผงกรองอากาศดังกล่าว นอกจากจะทำให้ประหยัดพลังงานแล้วยังเป็การดีต่อสุขภาพอนามัยของผู้อยู่ในสำนักงานอีกด้วย
? ทำความสะอาดชุดระบายความร้อน ที่ติดตั้งภายนอกอาคาร ทุกๆ 6 เดือน

     1.6 ลดภาระการทำงานของเครื่องปรับอากาศ โดยการ
? ป้องกันความร้อนเข้าสู่อาคาร โดยการติดกันสาด หรือการปลูกต้นไม้ เพื่อให้เกิดร่มเงาบริเวณโดยรอบอาคาร
? ย้ายสัมภาระสิ่งของที่ไม่จำเป็นออกจากห้องปรับอากาศ ทั้งนี้ เนื่องจากเครื่องปรับอากาศจะต้องสูญเสียพลังงานในการดูดซับ ความร้อนจากสัมภาระ สิ่งของดังกล่าว โดยเปล่าประโยชน์
? เปิด ? ปิด ประตู เข้า ? ออกของห้องที่มีการปรับอากาศ เท่าที่จำเป็น และระมัดระวังไม่ให้ประตูห้องปรับอากาศเปิดค้างไว้ สำหรับส่วนราชการที่ต้องมีการให้บริการประชาชน และมีการเข้า-ออกของผู้มารับบริการอย่างสม่ำเสมอ ควรมีการติดประตูบานสวิงที่สามารถปิดได้เอง และหมั่นดูแลบำรุงรักษาให้บานสวิงทำงานได้ดีอยู่ตลอดเวลา เพื่อป้องกันการเพิ่มภาระให้กับเครื่องปรับอากาศโดยไม่จำเป็น
? หลีกเลี่ยงการติดตั้งและใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เป็นแหล่งกำเนิดความร้อน ในห้องปรับอากาศ เช่น ตู้เย็น ตู้แช่น้ำเย็น กาต้มน้ำ เตาไมโครเวฟ เครื่องถ่ายเอกสาร เป็นต้น

2.ระบบไฟฟ้าแสงสว่าง
     2.1 ปิดไฟฟ้าแสงสว่างในเวลาพักเที่ยง
     2.2 ถอดหลอดไฟฟ้า ในบริเวณที่มีความสว่างเกินความจำเป็น เช่น โถงทางเดิน หรือพิจารณาใช้แสงธรรมชาติจากภายนอก เพื่อลดการใช้หลอดไฟ โดยการเปิดม่าน มู่ลี่บริเวณหน้าต่าง
     2.3 เลือกใช้อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูง เช่นหลอดตะเกียบแทนหลอดไส้ ใช้บัลลาสต์อิเล็กทรอนิกส์หรือบัลลาสต์ขดลวดชนิดการสูญเสียต่ำ แทนบัลลาสต์ขดลวดชนิดแกนเหล็กธรรมดา และใช้โคมไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง
     2.4 แยกสวิตช์ควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้า แสงสว่าง ที่สามารถเปิด-ปิด ได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับความจำเป็นในการใช้งาน แทนการใช้หนึ่งสวิตช์ควบคุมหลอดแสงสว่างจำนวนมาก
     2.5 บำรุงรักษาอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอ โดยทำความสะอาดฝาครอบโคมไฟ หลอดไฟ แผ่นสะท้อนแสง เพื่อให้อุปกรณ์แสงสว่างมีความสะอาด และให้แสงสว่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ควรทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอทุก 3-6 เดือน

          3.อุปกรณ์สำนักงาน
     3.1เครื่องคอมพิวเตอร์
? ปิดหน้าจอในเวลาพักเที่ยง เมื่อไม่มีการใช้งานเกิน 15 นาที
? ตั้งโปรแกรมให้คอมพิวเตอร์ปิดหน้าจออัตโนมัติ เมื่อไม่มีการใช้งานเกิน 15 นาที (Standby Mode)
? ปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ หลังเลิกการใช้งานและถอดปลั๊กออกด้วย

     3.2เครื่องถ่ายเอกสาร
? กดปุ่ม(Standby Mode) เครื่องถ่ายเอกสาร เมื่อใช้งานเสร็จ และหากเครื่องถ่ายเอกสารมีระบบปิดอัตโนมัติ (Auto power off) ควรตั้งเวลาหน่วง 30 นาที ก่อนเข้าสู่ระบบประหยัดพลังงาน
ทั้งนี้ เครื่องถ่ายเอกสารจะต้องใช้เวลาอุ่นเครื่อง 1-2 นาที ก่อนเข้าสู่ภาวะทำงานปกติอีกครั้งซึ่งหากมีการตั้งเวลาหน่วงสิ้นไป เมื่อมีการใช้เครื่องอีกจะต้องเสียเวลาอุ่นเครื่องบ่อย
? ควบคุมการถ่ายเอกสารเฉพาะที่จำเป็น
? ไม่ควรวางเครื่องถ่ายเอกสารไว้ในห้องปรับอากาศ
? ปิดเครื่องถ่ายเอกสาร หลังการเลิกใช้งานและถอดปลั๊กออกด้วย

     3.3การใช้ลิฟต์
การใช้ลิฟต์ในอาคาร ต้องใช้มอเตอร์ที่มีกำลังฉุดสูง มีกำลังแรงม้ามาก นั่นคือการใช้กำลังไฟฟ้ามากทั้งขาขึ้นและลง เมื่อมีการใช้ลิฟต์ บ่อยครั้งการใช้ไฟฟ้าก็จะมากขึ้นด้วย ดังนั้นหน่วยงานที่มีอาคารสูงจึงมีค่าใช้จ่ายในการใช้ลิฟต์เพิ่มมากขึ้นด้วย แนวทางการปฏิบัติเพื่อการลดใช้พลังงานในลิฟต์ มีดังนี้
? กำหนดให้ลิฟต์หยุดเฉพาะชั้น เช่นการหยุดชั้นคู่หรืออาจให้สลับให้มีการหยุดเฉพาะชั้นคี่ เพื่อช่วยลดการใช้พลังงานในการเดินทางและหยุดบ่อยครั้งของลิฟต์ และยังช่วยลดการสึกหรอการซ่อมบำรุงรักษาและอายุการใช้งานได้ด้วย
? ปิดลิฟต์บางตัวในช่วงที่มีการใช้งานน้อย
? ตั้งเวลาให้ประตูลิฟต์ ปิดเองในช่วงเวลาอย่างน้อย 10 วินาที จะช่วยลดความจำเป็นในการใช้พลังงานไฟฟ้า ของการขับเคลื่อนมอเตอร์ เปิด-ปิด ประตู และช่วยยืดอายุการใช้งานของมอเตอร์ เปิด-ปิดประตูลิฟต์ได้ด้วย
? ส่งเสริม รณรงค์กิจกรรม ให้มีการเดิน ขึ้น-ลง แทนการใช้ลิฟต์
? แสดงผัง รายละเอียดชั้นที่ตั้งของหน่วยงานในอาคาร พร้อมเลขชั้นที่ชัดเจน สามารถมองเห็นได้ง่ายเช่นหน้าประตูก่อนเข้าลิฟต์ และภายในลิฟต์จะช่วยลดการเดินทางหลงชั้นและลดการใช้ลิฟต์ ที่ไม่จำเป็น

          4.การใช้น้ำ
การผลิตและการใช้น้ำประปาจะมีการใช้พลังงานอยู่ทุกขั้นตอน ดังนั้นการใช้น้ำอย่างประหยัดจะเป็นการลดพลังงานด้วยอีกทางหนึ่ง
     4.1 สำรวจตรวจสอบและทำการเปลี่ยนหรือซ่อม ปั้มน้ำ ระบบการจ่ายน้ำ เช่น ท่อประปา วาวล์ ก๊อกน้ำ ระบบสุขภัณฑ์ เช่น หัวฉีดชำระ ขอบยางและลูกลอยชักโครก ที่ชำรุดหรือเสื่อมสภาพและปล่อยให้มีการรั่วไหลของน้ำ เป็นจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง
     4.2 ติดตามปริมาณการใช้น้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อตรวจหาการรั่วไหล
     4.3 เลือกใช้อุปกรณ์ประหยัดน้ำ หรือชนิดมีประสิทธิภาพสูง เช่นก๊อกน้ำประหยัดน้ำ ชักโครกประหยัดน้ำ หัวฉีดชำระประหยัดน้ำ แทนอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพต่ำ เมื่อเสื่อมสภาพหมดอายุการใช้งาน
4.4 หมั่นตรวจสภาพ ซ่อมเซมรอยรั่วต่างของอุปกรณ์ทั้งหมด อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องทั้งภายในและภายนอกอาคารหากพบจุดที่มีการรั่วไหลให้ลงมือซ่อมแซมหรือ แจ้งซ่อมทันที เพื่อลดการสูญเสียของน้ำ

          5.การประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง
     5.1 ควรปรับวิธีการขับขี่รถยนต์ให้ถูกต้อง และขับรถที่ความเร็วพอเหมาะ ไม่ช้าหรือเร็วจนเกินไป ควรขับด้วยความเร็วที่ไม่เกินกฎหมายกำหนดไว้ ทั้งนี้นอกจากประหยัดพลังงานแล้ว ยังปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน ความเร็วที่กฎหมายกำหนดไว้คือ
? ทางธรรมดา ความเร็วไม่เกิน 90 กม.ต่อชั่วโมง
? ทางด่วน ความเร็วไม่เกิน 110 กม.ต่อชั่วโมง
? มอเตอร์เวย์ ความเร็วไม่เกิน 120 กม.ต่อชั่วโมง

          การขับขี่ที่ความเร็ว 110 กม.ต่อชั่วโมง จะสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอีกประมาณ ร้อยละ 29 เมื่อเทียบกับความเร็ว 80 กม.ต่อชั่วโมง และจะสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงขึ้นอีกประมาณ ร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับความเร็ว 90 กม.ต่อชั่วโมง การติดเครื่องจอดเฉยๆ ก็เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเพราะทุกๆ 5 นาที ที่ติดเครื่องยนต์รอจะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันถึง 50 ซีซี

          การบรรทุกหรือเก็บสัมภาระสิ่งของที่ไม่จำเป็นมากๆ ไว้ในรถ ก็จะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันโดยไม่จำเป็นเช่น หากเก็บของที่ไม่จำเป็นน้ำหนัก 10 กิโลกรัมไว้ท้ายรถ ทุกๆ 25 กิโลเมตรที่ขับขี่จะสิ้นปลืองน้ำมันโดยไม่ได้ประโยชน์ถึง 40 ซีซี

     5.2 หมั่นบำรุงรักษาให้ระบบต่างของรถยนต์และเครื่องยนต์มีประสิทธิภาพอยู่เสมอ นอกจากจะทำให้ประหยัดน้ำมันแล้ว ยังทำให้เกิดความปลอดภัยในยามขับขี่และทำให้ลดค่าซ่อมแซมรถยนต์เนื่องจากความสึกหรอก่อนเวลาอันควร ดังนั้น จึงควรหมั่นตรวจสอบระบบต่างของรถยนต์และเครื่องยนต์ ดังนี้

? ตรวจเช็คเครื่องยนต์ตามระยะเวลาหรือระยะทางที่กำหนด ทั้งนี้การปรับปรุงสมรรถนะของเครื่องยนต์ และเครื่องยนต์ให้มีอย่างสมบูรณ์ จะช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้ประมาณ ร้อยละ 3-9
? เปลี่ยนไส้กรองตามระยะเวลาที่กำหนด และควรหมั่นใช้ลมเป่าทำความสะอาดไส้กรองเพื่อขจัดฝุ่นที่อุดตัน หากไส้กรองสะอาด จะช่วยลดการสิ้นเปลืองน้ำมันได้ประมาณ วันละ 65 ซีซี และควรทำความสะอาดไส้กรองทุก 2,500 กิโลเมตร และควรเปลี่ยนทุก 20,000 กิโลเมตร
? หมั่นตรวจสอบความดันลมยาง ไม่ควรให้ลมยางอ่อนเกินไปจากมาตรฐานที่กำหนดของรถยนต์ หากปล่อยให้ลมยางอ่อนกว่ามาตรฐาน 1 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว หากวิ่งวันละ 100 กิโลเมตร ในหนึ่งเดือน จะสิ้นเปลืองน้ำมันเพิ่มขึ้น ประมาณ 5 ลิตร
? ตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่อง และน้ำกลั่นในแบตเตอรี่ให้อยู่ในระดับที่กำหนด รวมถึงระดับน้ำในหม้อน้ำ สำหรับน้ำมันเครื่องควรเปลี่ยนถ่ายตามระยะเวลาที่กำหนด


ปรึกษาการลดใช้พลังงานในหน่วยงานได้ที่?สำนักงานพลังงานจังหวัดอุดรธานี
โทร 042-249015