เลือกซื้อเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสมกันเถอะ

  • Print
Share on facebook

เลือกซื้อเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสมกันเถอะ

       เพราะเมืองไทยเป็นเมืองร้อน เครื่องปรับอากาศ หรือ แอร์คอนดิชันเนอร์ จึงกลายเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นสำคัญที่แทบทุกบ้านขาดไม่ได้ โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนที่ร้อนอบอ้าวเป็นพิเศษ ดังนั้นทางทีมงานจึงมีข้อมูลสำคัญในการเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศมาฝากกัน ให้คุณได้ศึกษาข้อมูลและเตรียมตัวล่วงหน้าตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนถึงหน้าร้อน จะได้เลือกซื้อเครื่องปรับอากาศได้ถูกใจและคุ้มค่ามากที่สุดนะคะ เตรียมปากกาแล้วมาจดรายละเอียดวิธีเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศกันเลย

ข้อความรู้ก่อนเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศ
        เลือกขนาด BTU ที่เหมาะสม : ขนาด BTU (British Thermal Unit) คือ ขนาดทำความเย็นของเครื่องปรับอากาศซึ่ง 1 ตันความเย็น จะเท่ากับ 12000 BTU ต่อชั่วโมง ดังนั้นจึงควรคำนึงถึงขนาดของเครื่องปรับอากาศกับขนาดของห้องให้พอดีกัน เพราะหากเลือกเครื่องปรับอากาศที่มี BTU สูงหรือต่ำจนเกินไป จะทำให้เปลืองไฟและเครื่องปรับอากาศเสียได้ง่ายอีกด้วย

        การคิดค่า BTU แบบคร่าวๆ : การคำนวณค่า BTU แบบคร่าวๆ เพื่อเลือกเครื่องปรับอากาศที่มีขนาด BTU เหมาะสมกับห้องนั้น สามารถทำได้ด้วยการใช้ขนาดของพื้นที่คูณด้วย 650-800BTU ต่อ 1 ตารางเมตร ทั้งนี้สามารถบวกลบได้อีกร้อยละ 5 ขึ้นอยู่กับตัวแปรต่างๆ เช่น ทิศทางของห้อง การโดนแดด ลักษณะการใช้งาน เป็นต้น โดยมีตัวอย่างคร่าวๆ ของขนาด BTU ที่เหมาะสมดังนี้

energy2-1

ปัจจัยอื่นๆ
       คอมเพรสเซอร์ (Compressor) : ควรเลือกคอมเพรสเซอร์ที่เหมาะสมกับความต้องการโดยคอมเพรสเซอร์นั้นแบ่งออกเป็น 3 ชนิดคือ

energy2-2

       1. คอมเพสเซอร์ลูกสูบ (Reciprocating Compressor) ทำงานด้วยการใช้กระบอกสูบในการอัดน้ำยา ให้กำลังแรงสูงแต่มีความสั่นสะเทือนสูง และเสียงค่อนข้างดัง นิยมใช้ในเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่
       2. คอมเพสเซอร์โรตารี่ (Rotary Compressor) ทำงานด้วยการหมุนของใบพัดที่มีความเร็วสูง มีความสั่นสะเทือนน้อย เสียงเงียบ เหมาะสำหรับเครื่องปรับอากาศขนาดเล็ก
       3. คอมเพรสเซอร์แบบขด (Scroll Compressor) ทำงานด้วยใบพัดรูปก้นหอย มีความสั่นสะเทือนน้อยมาก มีเสียงเงียบ ให้พลังงานสูงถือว่าดีกว่าคอมเพรสเซอร์ชนิดอื่นๆ ในระดับเดียวกัน

      คอยล์ (Coil) : เป็นอุปกรณ์สำหรับระบายและดูดซับความร้อนจากอากาศ ประกอบด้วย ท่อทองแดง และครีบอลูมิเนียม (Fin) ก่อนเลือกซื้อให้พิจารณาวัสดุที่ใช้ทำคอยล์ เช่น สารที่เคลือบห้องกันการกัดกร่อน หรือความหน้าของครีบ เป็นต้น หากเลือกคอยล์ที่มีคุณภาพดี เครื่องปรับอากาศของคุณก็จะมีอายุการใช้งานได้นานขึ้น

      มอเตอร์พัดลม (Fan Motor) : มอเตอร์พัดลมเป็นส่วนสำคัญในเครื่องปรับอากาศที่จะช่วยระบายและดูดซับความร้อนเพื่อให้เครื่องปรับอากาศของคุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมอเตอร์พัดลมที่มีควรใช้ขดลวดที่ทนความร้อนได้สูง เพื่อให้รอบการทำงานของมอเตอร์ไม่สะดุด และไม่เสื่อมคุณภาพง่ายอีกด้วย ดังนั้นก่อนตัดสินใจซื้อเครื่องปรับอากาศจึงควรสอบถามถึงข้อมูลของมอเตอร์พัดลมให้ละเอียดก่อน

      ระบบฟอกอากาศ (Air Purifier) : ระบบฟอกอากาศกลายเป็นปัจจัยที่ขาดไม่ได้ไปแล้ว สำหรับเครื่องปรับอากาศที่วางขายอยู่ในปัจจุบันเพราะระบบฟอกอากาศจะช่วยหมุนเวียนให้อากาศภายในห้องสะอาดบริสุทธิ์มากขึ้น โดยแบ่งออกเป็นหลายระบบดังนี้
     1. การกรอง (Filtration) เป็นการใช้แผ่นกรองอากาศดักจับฝุ่นละออกเอาไว้และต้องหมั่นเปลี่ยนแผ่นกรองอากาศเมื่อหมดอายุการใช้งาน เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคในอากาศ นอกจากนี้หากต้องการกำจัดกลิ่นให้เลือกแผ่นกรองที่เป็นคาร์บอน เพื่อดูดซับกลิ่นไม่พึงประสงค์ต่างๆ
     2. การดักจับด้วยไฟฟ้าสถิต (Electrostatic Precipitator) คือการดักจับฝุ่นละอองในอากาศด้วยการใช้ตะแกรงไฟฟ้า (Electric Grids) และใช้แผ่นโลหะอีกชุดเรียงขนานกันเพื่อดูดฝุ่นละออกเอาไว้ หากมีการหมดอายุต้องหยุดเครื่องเพื่อทำความสะอาด
     3. การปล่อยประจุไฟฟ้า (Ionizer) คือการผลิตประจุไฟฟ้าประจุลบเพื่อปล่อยออกมาพร้อมกับลมเย็น เพื่อให้ดักจับฝุ่นละอองที่เป็นประจุบวก ซึ่งฝุ่นละออกที่ถูกดับจับจะรวมตัวกันและร่วงหล่นมาบนพื้นห้อง สามารถทำความสะอาดห้องได้ตามปกติ โดยไม่ต้องทำความสะอาดภายในเครื่องปรับอากาศ

     การประหยัดไฟฟ้า (Energy Saving) : เครื่องปรับอากาศยุคใหม่นั้น ส่วนใหญ่แล้วมักมีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ติดเอาไว้ โดยเครื่องปรับอากาศที่ติดฉลากเบอร์ 5 จะเป็นเครื่องปรับอากาศที่มีประสิทธิภาพในการให้พลังงานสูง ทำให้ประหยัดไฟฟ้า โดยมีข้อเสียตรงที่ราคาสูงกว่าเครื่องปรับอากาศทั่วไป จึงควรศึกษาฉลากประหยัดไฟให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อ ว่าเหมาะสมกับความต้องการของคุณหรือไม่

     เลือกประเภทของการใช้งาน : เครื่องปรับอากาศนั้นมีให้เลือกประเภทในการใช้งานอยู่ 2 รูปแบบแตกต่างกันดังนี้
     1. แอร์ติดผนัง เป็นแบบยอดนิยม เพราะมีความเล็กกะทัดรัด เหมาะสำหรับห้องที่มีพื้นที่น้อย หรือไม่ต้องการวางบนพื้นให้เกะกะ เสียงเงียบ และรูปลักษณ์ทันสมัย แต่ไม่เหมาะกับงานหนัก หรือห้องที่ต้องการความเย็นสูง และเป็นเวลานาน
     2. แบบตั้งพื้น หรือ แบบแขวน เป็นเครื่องปรับอากาศที่ให้พลังงานสูง เหมาะสำหรับห้องทุกขนาด สามารถเลือกติดตั้งกับพื้น หรือแขวนเพดานก็ได้ แต่ข้อเสียคือ หน้าตาไม่ทันสมัย รวมทั้งกินไฟมากกว่าด้วย

     คุณสมบัติพิเศษและดีไซน์ : ปัจจุบันเครื่องปรับอากาศนั้นมีให้เลือกหลากหลายยี่ห้อ ก่อนซื้อเครื่องปรับอากาศสักเครื่อง คุณจึงควรเปรียบเทียบคุณสมบัติพิเศษต่าง ๆ ที่มีให้เลือกหลายหลายก่อนว่ามีข้อดี ข้อเสีย แตกต่างกันอย่างไร เช่น นาโนไทเทเนียม ซิลเวอร์นาโน เป็นต้น นอกจากนี้อย่าลืมเลือกรูปร่างหน้าตาของเครื่องปรับอากาศในแบบที่คุณชอบ หรือจะเลือกให้เข้ากับห้องนั้นๆ ก็ได้ จะได้ออกมาสวยงามกลมกลืนกัน

     การติดตั้งและบริการหลังการขาย : เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ควรเก็บเอาไปพิจารณา โดยให้เลือกบริษัทที่น่าเชื่อถือ มีความรู้ความเข้าใจและสามารถอธิบายเรื่องเครื่องปรับอากาศให้คุณได้เป็นอย่างดี อีกทั้งให้ดูเรื่องการรับประกันและบริการหลังการขายด้วย เพราะเครื่องใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่มีราคาแพง และมีอายุการใช้งาน การรับประกันและการดูแลซ่อมแซมแก้ไขหลังการขายจึงเป็นอีกสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ยิ่งถ้าเป็นบริษัทใหญ่ที่มีอะไหล่และช่างเพียงพอก็ยิ่งดี

     รู้จักกับวิธีเลือกเครื่องปรับอากาศกันไปแล้ว ก็อย่าลืมจดรายการที่ควรรู้ให้ดี แล้วพกไปช่วยเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจซื้อเครื่องปรับอากาศสักเครื่องมาใช้นะคะ ขอให้ได้เครื่องปรับอากาศที่ถูกใจ และคุณภาพดีใช้งานได้นานๆ จ้า

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก...วารสารศูนย์ปรึกษาการประหยัดพลังงาน หอการค้าไทย
ปีที่ 7 ฉบับที่ 16: กรกฎาคม – กันยายน 2557
รวบรวมโดย...ศูนย์ปรึกษาการประหยัดพลังงาน หอการค้าจังหวัดอุดรธานี

игра вырастить животное онлайн на сайте тут база решебник по физике губанов how гдз по русскому ладыженская узнать по ip местонахождение text spy biz ht1h решебник 8 перышкин ссылка sitemap