194 ม.1 (เยื้องเทสโก้โลตัส) ถ.รอบเมือง อ.เมือง จ.อุดรธานี 41000 โทรศัพท์ 042-242693, 042-248582 โทรสาร. 042-243666
ค้นหาทันใจ
เว็บทั่วโลก
เว็บไทย
หอการค้า

ยุทธศาสตร์นำไทยสู่ AEC (ตอนที่1)

คอลัมน์ "จับตา AEC"
โดย ศูนย์เฝ้าระวังและติดตามประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจังหวัดอุดรธานี

รายงานพิเศษ ?ยุทธศาสตร์นำไทยสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน: Road to AEC? Road to AEC (ตอนที่ 1)

โดย ธนัชชัย สามเสน รองประธานหอการค้าจังหวัดอุดรธานี ฝ่ายวิชาการ

roadtoaec1

นายธนัชชัย สามเสน
รองประธานหอการค้าจังหวัดอุดรธานี

           เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2555 ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้รับมอบหมายจากหอการค้าจังหวัดอุดรธานี ให้เป็นตัวแทนเข้าร่วมการสัมมนาเรื่อง ?ยุทธศาสตร์นำไทยสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Road to AEC)? จัดโดยหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา กลุ่มหอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และจังหวัดนครราชสีมา ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมสีมาธานี จังหวัดนครราชสีมา มีผู้แทนหอการค้าและข้าราชการระดับสูงจากทุกจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และผู้ร่วมสัมมนาซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการ SMEs รวมแล้วประมาณ 1,000 คน

           การสัมมนาครั้งนี้ประกอบด้วยการบรรยายทางวิชาการ การปาฐกถาพิเศษ และการอภิปรายโดยผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐและเอกชน ซึ่งผู้เขียนเห็นว่ามีเนื้อหาสาระที่น่ารู้ น่าวิเคราะห์มากมาย ตั้งแต่แนวคิดของอาเซียนและ AEC จนถึงเรื่องยุทธศาสตร์และการปรับตัวสู่ประชาคมอาเซียน สามารถใช้เป็นพื้นฐานในการทำความความเข้าใจและสร้างความตระหนักได้เป็นอย่างดี ผู้เขียนจึงขอรายงานสรุปให้เพื่อนสมาชิกหอการค้าฯ และท่านผู้อ่านได้รับทราบร่วมกัน และเนื่องจากผู้เขียนไม่อยากตัดทอนรายละเอียดที่มีความสำคัญ รายงานนี้จึงมีความยาวอยู่บ้าง จนต้องแบ่งเป็นตอนๆ
ในฉบับนี้ขอนำเสนอท่านในตอนที่ 1

           ฯพณฯ นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดงาน ได้กล่าวถึงการต่อสู้ในสงครามเศรษฐกิจหลังยุคสงครามเย็น การรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AECเปรียบเสมือนคนตัวเล็กที่รวมกำลังกันต่อสู้เพื่อความอยู่รอด ทั้งนี้ AEC มียุทธศาสตร์ 4 ประการคือ
           1.    เป็นตลาดและฐานการผลิตร่วม
           2.    สร้างเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน
           3.    การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเสมอภาค
           4.    การบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก

           ฯพณฯ นพ.วรรณรัตน์ฯ กล่าวว่าการตั้งประชาคมฯ จะเกิดประโยชน์ต่อทุกฝ่าย เช่นผู้บริโภคมีโอกาสเลือกซื้อสินค้าและบริการที่มีคุณภาพหลากหลายขึ้นในราคาที่ถูกลง เกษตรกรสามารถขายพืชผลการเกษตรได้มากขึ้น ได้ราคาดีขึ้น และมีโอกาสได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ทันสมัย ผู้ประกอบการจะมีโอกาสปรับโครงสร้างในการผลิต เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สามารถใช้ประโยชน์จาก supply chain รวมทั้งได้พันธมิตรในการประกอบการจากประเทศอาเซียน สามารถหาประโยชน์จากระบบ Logistics ที่มีประสิทธิภาพ และสามารถลงทุนจัดตั้งธุรกิจในประเทศอาเซียนอื่นๆ ได้ ฯลฯ
ที่ตั้งหรือ Location ของอาเซียนเป็นศูนย์กลางของทวีปเอเซีย ซึ่งปัจจุบันทวีความสำคัญในเวทีเศรษฐกิจโลก ทั้งจากขนาดของเศรษฐกิจและจำนวนประชากร ขณะที่ภูมิภาคอื่นเช่นยุโรปและอเมริกาลดความสำคัญลง สำหรับประเทศไทยมีที่ตั้งเป็นจุดศูนย์กลางของอาเซียน และภาคอีสานนับว่ามีชัยภูมิที่เหมาะสมมาก เพราะเป็นศูนย์กลางของอาเซียนตอนบน โดยมีเส้นทางยุทธศาสตร์เชื่อมโยงทุกทิศทาง เช่น เส้นทางจากนครราชสีมาซึ่งเป็นประตูสู่อีสาน ไปสู่อินโดจีนผ่านหนองคาย จนถึงจีนตอนใต้ และเส้นทางจากตะวันออกสู่ตะวันตก จากท่าเรือชายฝั่งพม่าถึงชายฝั่งเวียดนาม ล้วนแต่ผ่านภาคอีสานทั้งสิ้น พื้นที่ภาคอีสานจะเป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุนที่สำคัญ

          การเกิดขึ้นของ AEC ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีของชาวอีสาน สิ่งที่ต้องเน้นย้ำสำหรับผู้ประกอบการและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องคือ ในการก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอย่างเต็มตัวในปี 2558 ต้องอยู่ในความไม่ประมาท ต้องเตรียมความพร้อม ต้องปรับตัว ต้องมีความรู้ความเข้าใจและใช้ประโยชน์จากการเข้าประชาคมฯ ให้ได้อย่างสูงสุด ต้องรู้จักวิธีบริหารความเสี่ยง เพราะแน่นอนที่เราไม่สามารถได้ทุกสิ่งโดยไม่เสียอะไรเลย

          ฯพณฯ หม่อมราชวงศ์ พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้บรรยายพิเศษ โดยกล่าวถึงจุดประสงค์ของการเป็นประชาคมอาเซียนว่า เป็นการหลอมรวมกันในทุกๆ ด้านของประเทศสมาชิก เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง รวมทั้งเปิดตลาดให้กว้าง กลุ่มประเทศอาเซียนมีทั้งความเหมือนและความแตกต่าง โดยมีความแตกต่างมากกว่าความเหมือน ประวัติศาสตร์ไทยมักจะมองตัวเองเป็น ?พี่เบิ้ม? และส่วนใหญ่ในประวัติศาสตร์จะมีแต่เรื่องสู้รบ และความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนด้านดีๆ เช่นการค้าขายระหว่างประเทศกลับไม่ได้ถูกกล่าวถึง จึงขอเน้นย้ำให้คนไทยลืมความขัดแย้งในอดีต เพราะเราต้องมีความเป็นมิตร มีความไว้วางใจกันก่อน การค้าขายจึงจะเป็นไปได้

          ภาษาทางการที่ใช้ในอาเซียนคือภาษาอังกฤษ ประเทศที่เก่งภาษาอังกฤษซึ่งได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ก็จะได้เปรียบ ส่วนคนไทยที่ใช้ภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่วนั้นมีน้อยมาก

          สำหรับความถนัดของชาติต่างๆ ในอาเซียนนั้น ชาติที่เด่นในด้านเทคโนโลยีคือ สิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย ด้านการขนส่งเป็นความถนัดของสิงคโปร์ ขณะที่ไทยมีต้นทุน Logistics สูงที่สุดในเอเซีย ประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติมากคือพม่า และลาวซึ่งเปรียบเสมือน ?แบตเตอรี่ของเอเซีย? อุดมสมบูรณ์ด้วยแร่ธาตุ ป่าไม้ สำหรับไทยจะเก่งเรื่องอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และธุรกิจบริการ ซึ่งจะเด่นบางด้านเช่นการท่องเที่ยว โรงแรม แต่ในด้านการธนาคารซึ่งเป็นธุรกิจบริการอย่างหนึ่งนั้น ยังเป็นรองสิงคโปร์

          ในทางการตลาด เป็นที่ทราบดีว่า AEC ประกอบด้วยประชากรมากถึง 600 ล้านคน แต่ตัวเลขนี้มีลักษณะลวงตา เพราะประชากรในสองประเทศคือ 250 ล้านในอินโดนีเซีย และ 60 กว่าล้านคนในประเทศไทยรวมกัน ก็มากกว่าครึ่งของอาเซียนแล้ว
หากมองตลาดอาเซียนกว้างออกไปถึง ?อาเซียน+3? (+จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้) และ ?อาเซียน+6? (+จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย) จากผลของการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) จำนวนประชากรจะสูงถึง 2-3 พันกว่าล้านคน และในตลาดขนาดยักษ์นี้จะมีทั้ง ?ตลาดบน? ?ตลาดกลาง? และ ?ตลาดล่าง? ตามกำลังซื้อ ถือว่าเป็นโอกาสที่ดียิ่งสำหรับผู้ประกอบการ

roadtoaec2

          ประเด็นต่อมาคือการลงทุนในต่างประเทศนั้นทำเพื่ออะไร (1) ลงทุนเพื่อแสวงหาตลาด หมายถึงไปขายของนั่นเอง (2) ลงทุนเพื่อแสวงหาทรัพยากร ทั้งทรัพยากรธรรมชาติและด้านแรงงาน ธุรกิจที่ใช้แรงงานฝีมือน้อยควรพิจารณาปรับแผน เช่นย้ายฐานไปอยู่ใกล้ชายแดน ซึ่งขณะนี้รัฐมีนโยบายชัดเจนเกี่ยวกับเขตเศรษฐกิจพิเศษหลายแห่ง เช่นแม่สอด และกาญจนบุรี ซึ่งจะสอดรับกับท่าเรือน้ำลึกที่ทวาย รวมทั้งนิคมที่เชียงของ ที่อุดรธานี และหนองคาย การลดภาษีศุลกากรเป็นศูนย์ และการลดเงื่อนไขทางการค้าต่างๆ ถือเป็นโอกาสที่ดี การไหลของเงินทุนจะสะดวกมากขึ้น (3) การลงทุนเพื่อแสวงหาเทคโนโลยี เช่นการ take over บริษัทที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีชั้นสูง

          ฯพณฯ หม่อมราชวงศ์ พงษ์สวัสดิ์ฯ กล่าวถึงการปรับตัวของธุรกิจว่า ไม่ห่วงบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งออกไปลงทุนต่างประเทศกันแล้ว เช่น ปตท. ซีเมนต์ไทย หรือ ซีพี เพราะมีความพร้อมทุกด้าน ที่น่าห่วงใยคือผู้ประกอบการ SMEs ถ้าต่างชาติเข้ามาแข่งขันมากๆ จะอยู่ได้หรือไม่ ดังนั้น SMEs จะต้องปรับตัวหลายด้านได้แก่
          (1)    เพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจ ด้วยการลดต้นทุน ค่าใช้จ่าย ไม่ว่าด้วยเทคนิค 5ส. การปรับปรุงกระบวนการทำงาน Ergonomics การลด Inventory ฯลฯ
          (2)    หาความได้เปรียบในด้านต้นทุน เช่นวัตถุดิบ แรงงาน ซึ่งมีโอกาสมากในกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า เวียตนาม)
          (3)    ศึกษารสนิยมของตลาดอาเซียน
          (4)    พิจารณาย้ายฐาน แต่ SMEs ยังมีอุปสรรคในด้านเงินทุน
          (5)    แสวงหาคู่ค้าในต่างแดน
          (6)    เรียนรู้คู่แข่ง
          (7)    พัฒนาความเข้าใจในเรื่องของอาเซียน

          ฯพณฯ หม่อมราชวงศ์ พงษ์สวัสดิ์ฯ ยังได้กล่าวถึงนโยบายสำคัญหลายเรื่องของรัฐบาล เช่น การส่งเสริมอุตสาหกรรมหลักหลายประเภท ได้แก่อุตสาหกรรมยานยนต์ เกษตร อาหาร อิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอ เพราะหากอุตสาหกรรมเหล่านี้อยู่รอด Supply Chain จำนวนมากมายก็จะอยู่รอดด้วย ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม รวมทั้งยังมีนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมพื้นบ้าน วัฒนธรรม กีฬา และส่งเสริมการจับคู่อุตสาหกรรมกับมหาวิทยาลัย นอกจากนี้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมกำลังจัดทำโครงการ Road Map to ASEAN ออกพื้นที่จังหวัดอุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา อุบลราชธานี มุกดาหาร ในเร็วๆ นี้ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับธุรกิจแต่ละประเภท

(ฉบับหน้า พบกับปาฐกถาพิเศษของ ฯพณฯ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน ซึ่งเป็นไฮไลท์ของงาน)