194 ม.1 (เยื้องเทสโก้โลตัส) ถ.รอบเมือง อ.เมือง จ.อุดรธานี 41000 โทรศัพท์ 042-242693, 042-248582 โทรสาร. 042-243666
ค้นหาทันใจ
เว็บทั่วโลก
เว็บไทย
หอการค้า

แนวทางการดำเนินการและข้อเสนอแนะของภาคเอกชนในการสนับสนุนมาตรการหยุดยั้งการแพร่กระจายของ COVID-19

แนวทางการดำเนินการและข้อเสนอแนะของภาคเอกชนในการสนับสนุน
มาตรการหยุดยั้งการแพร่กระจายของ COVID-19 ต่อภาครัฐบาล

thaichamber2-1

         นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมกับเครือค่ายองค์กรภาคเอกชน กล่าวว่า ชีวิตของประชาชนคนไทยเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ปัจจุบันภาครัฐมีมาตรการในการยับยั้งการแพร่กระจายของโรค COVID-19 ที่เข้มข้น มุ่งเน้นการควบคุมการแพร่ระบาด ซึ่งมาตรการเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม การผลิตและการบริการเป็นวงกว้าง ทั้งนี้ รัฐบาลได้ออกมาตรการเยียวยาผลกระทบทางเศรษฐกิจเบื้องต้นแล้ว อย่างไรก็ดี คาดว่าสถานการณ์นี้คงจะยังมีผลต่อเนื่องอีกระยะหนึ่งจึงจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชนดำเนินต่อไปได้ ดังนั้นภาคเอกชนจึงมีข้อเสนอในการร่วมดำเนินงานกับรัฐบาลดังต่อไปนี้

        1. มาตรการเร่งด่วนด้านสาธารณสุข
        - ภาคเอกชนขอขอบคุณที่ภาครัฐได้สื่อสารให้ประชาชนเห็นความสำคัญในการใส่หน้ากากเมื่อออกจากที่พักอาศัย ที่ทำงาน รวมถึงความสำคัญของการล้างมือ และเป็นมาตรการลดการแพร่กระจายเชื้อสู่สาธารณะที่มีประสิทธิภาพและปฏิบัติได้ง่าย โดยภาคเอกชนพร้อมที่จะร่วมผลักดันการสื่อสารดังกล่าว
        - ภาคเอกชนพร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการเร่งรัดจัดหาหน้ากากให้เพียงพอกับการใช้งานทั้งภาคการผลิตภายในประเทศและการนำเข้า อย่างไรก็ดี ภาคเอกชนควรมีมาตรการสนับสนุนการผลิต/นำเข้าและกระจายเวชภัณฑ์ที่จำเป็นต่างๆ อย่างเร่งด่วน (เช่น Test Kit, เครื่องช่วยหายใจ วัตถุดับในการผลิตยาและเวชภัณฑ์ เป็นต้น)
        - สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยพร้อมที่จะร่วมประสานงานกับศอฉ. COVID-19 ในการรวบรวมพลังของภาคเอกชนในการให้ความช่วยเหลือประชาชน
        - ภาคเอกชนพร้อมให้ความสนับสนุน สถาบันทางการแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ เช่น อาหาร น้ำ และเงินบริจาค

        2. ภาคเอกชนจะให้ความร่วมมือในการผลิตสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคและยังคงการจ้างงาน รวมทั้ง ช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs โดยมีแนวทางการบริหารจัดการในอุตสาหกรรมและบริการดังนี้
        2.1 อุตสาหกรรมที่มีความจำเป็น (Essential)ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจสังคมอย่างรุนแรงจะต้องสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง อาทิ อาหารและเครื่องดื่ม เวชภัณฑ์การแพทย์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ธนาคาร ธุรกิจการเกษตร พลังงานและสาธารณูปโภค รวมถึงอุตสาหกรรมต้นน้ำที่ต้องป้อนอุตสาหกรรมข้างต้น ตลอดจน การจัดจำหน่าย การขนส่งและโลจิสติกส์
ทั้งนี้ การนำเข้าเพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิต ช่องทางการจัดจำหน่าย เช่น ร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เกต การขนส่งและโลจิสติกส์ทั้งทางบก ทางน้ำ (รวมถึงท่าเรือ) และทางอากาศเพื่อรองรับการกระจายสินค้าทั้งในและต่างประเทศรวมถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องและจำเป็นต่ออุตสาหกรรมดังกล่าว เช่น การบรรจุภัณฑ์ กระดาษและวัสดุการพิมพ์ โรงกลั่น ปิโตรเคมี ก๊าซ (ออกซิเจนสำหรับใช้ในโรงพยาบาล) และเคมีภัณฑ์ ให้สามารถดำเนินการได้ เพื่อสนับสนุนการผลิตและการบริการของอุตสาหกรรมที่จำเป็นข้างต้น
       2.2 เชิญชวน ให้ผู้ประกอบการจัดทำ มาตรการเชิงรุก (Proactive) ป้องกันการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่เข้มข้นทั้งในสำนักงานและโรงงาน และต้องมีแผนรับรองกรณีที่พบผู้ติดเชื้อ ทั้งสำหรับสำนักงานและโรงงาน จึงขอเสนอตัวอย่างของมาตรการที่จะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ดังต่อไปนี้

       มาตรการเชิงรุก (Proactive) สำหรับสำนักงาน
       - กำหนดสัดส่วน Work From Home เป็นข้อกำหนดที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เช่น เริ่มต้นที่มากกว่าร้อยละ 80 หรือร้อยละ 100  โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับพนักงานที่เดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะ เป็นต้น
       - จัดที่นั่งให้ห่างกันอย่างน้อย 1 เมตร
       - งดการจัดประชุมหรือเข้าร่วมประชุมนกลุ่มที่มีคนจำนวนมาก
       - มีระบบการคัดกรองที่สำนักงานและการรายงานผู้มีความเสี่ยง รวมทั้งการสื่อสารแนวทางการดูแลตนเองและเฝ้าระวัง
       - มีการจัดเตรียมระบบการสื่อสารสำหรับ Work From Home เพิ่มรอบทำความสะอาดด้วยยาฆ่าเซื้อ
       - ห้ามพนักงานเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง และหลีกเลี่ยงการเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะ
       - มีการกำหนด Critical Function และจัดตั้ง Crisis

       มาตรการเชิงรุก (Proactive) สำหรับโรงงาน
       - จำกัดบริเวณพนักงานที่ต้องควบคุมเครื่องจักรสำคัญ โดยให้อยู่ในบริเวณพื้นที่เสี่ยงควบคุมเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ติด COVID-19
       - แบ่งเป็นทีมย่อยหลายทีมตามความเหมาะสม แลไม่มี Personal Contact ระหว่างทีม
       - คัดกรองการเข้าออกพื้นที่ ตรวจวัดอุณหภูมิเมื่อเข้าโรงงาน
       - จัด Zoning ภายในสถานที่ทำงานและโรงงาน
       - จัดที่นั่งให้ห่างกันอย่างน้อย 1 เมตร
       - กำหนดโซนที่เป็น zero COVID-19 โดยจำกัดการเข้าพื้นที่ของลูกค้าและพนักงาน และการ Interact แบบ Non-Contact
       - เพิ่มรอบทำความสะอาดด้วยยาฆ่าเชื้อ
       - ห้ามพนักงานเดินทางไปพื้นที่เสี่ยง และหลีกเลี่ยงการเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะ
       - มีกำหนด Critical Function และจัดตั้ง Crisis Team เพื่อติดต่อสื่อสารและรายงานกรณีพบผู้ติดเชื้อ

       3. มาตรการด้านเศรษฐกิจ ระหว่างประกาศภาวะฉุกเฉิน ควรเน้นความเร็วและการเข้าถึง เพื่อให้ประชาชนสามารถยังชีพได้ และลดปัญหาสังคม หลักสำคัญที่สุด คือ การชะลอการเลิกจ้างและการประคับประคองให้ผู้ถูกเลิกจ้างสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยสวัสดิการ เงินอุดหนุนต่างๆ
       - หลังจากประกาศภาวะฉุกเฉินแล้ว เอกชนมั่นใจว่าระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานจะสามารถให้บริการได้อย่างราบรื่นและต่อเนื่อง อาทิ ระบบน้ำประปา ไฟฟ้า โทรคมนาคม การเงิน และท่าเรือขนส่งสินค้า เป็นต้น
       - ตามที่รัฐได้แถลงนโยบายไปแล้ว เรื่องชะลอการเลิกจ้างโดยการให้การสนับสนุนด้านการเงินให้แก่ผู้ประกอบการเพื่อนำไปจ่ายให้กับลูกจ้าง เสนอให้ตั้งกองทุน (อาจจะร่วมกับเอกชนด้วย) ให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการเพื่อนำไปจ่ายค่าแรง
       - ขอบคุณที่ภาครัฐได้ออกมาตรการ พักชำระหนี้และปรับโครงสร้างหนี้กับธนาคารให้แก่ SMEs รวมทั้งให้วงเงินกู้เพิ่มเติมกับธุรกิจที่ขาดสภาพคล่อง
       - เสนอควรอนุญาตให้มีการจ้างงานรายชั่วโมง เพื่อป้องกันปัญหาการเลิกจ้างแรงงาน
       - ขอให้หน่วยงานภาครัฐที่มีภารกิจติดต่อกับภาคเอกชน สามารถให้บริการและติดต่อทางออนไลน์ได้อย่างต่อเนื่อง เช่น การออกใบอนุญาตต่างๆ การนำเข้า ส่งออกสินค้าต่างๆ ไม่ให้มีการตกค้างที่ท่าเรือ หรือ สนามบิน
       - ภาคเอกชนจะประสานงานกับภาครัฐอย่างใกล้ชิด เพื่อผ่อนผันให้ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าสามารถขนส่งสินค้าได้ตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคและบริโภคในอุตสาหกรรมที่จำเป็น เพื่อไม่ให้สินค้าขาดแคลน ทั้งนี้ ผู้ประกอบการขนส่งต้องมีมาตรการคุมเข้มด้านความสะอาดและปลอดภัยให้แก่พนักงานขนส่ง
       - ควรมีการติดตามผลว่ามาตรการต่างๆ ที่ได้ประกาศใช้สามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการได้อย่างเป็นรูปธรรม เพราะเมื่อวิกฤตครั้งนี้ผ่านไป การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการกลับมาดำเนินการของธุรกิจเหล่านี้ ทั้งนี้ การให้ความสนับสนุนในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจจะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศในระยะยาว

       4. ข้อเสนอแนะอื่นๆ
       ด้านการสื่อสาร
       - ขอชื่นชมในการจัดตั้งศูนย์ศอฉ. COVID-19 เพื่อเป็นศูนย์รวมในการสื่อสารให้เป็นในแนวทางเดียวกันอย่างชัดเจน ทั้งนี้ ควรจัดให้มีผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ออกมาให้ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง
       - ขอให้รัฐบาลสื่อสารให้เจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานต่างๆ ปฏิบัติตามมาตรการที่ประกาศใช้ด้วยความเข้าใจที่ตรงกัน
       - ภาคเอกชนพร้อมร่วมมือในการร่วมสื่อสารมาตรการเยียวยาของภารัฐที่ได้ประกาศใช้ให้ประชาชนได้รับทราบอย่างชัดเจนและทั่วถึง

       ด้านการบริหารจัดการ
       - เอกชนพร้อมและยินดีให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการทำงานบูรณาการ กับหน่วยงานต่างๆ ทั้งในช่วงภาวะฉุกเฉิน และหลังวิกฤตการณ์ COVID-19 เพื่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเข้มแข็งอย่างยั่งยืน
       - ขอขอบคุณภาครัฐที่มีมาตรการดูแลความปลอดภัยและความสงบ ในพื้นที่โดยตำรวจและทหารเพื่อป้อวกันคนส่วนใหญ่จากมิจฉาชีพของผู้ฉวยโอกาส
       - ภาครัฐควรต้องรักษาระบบการเงินด้วยการสร้างความเชื่อมั่นว่า “มีเงินทุนในระบบแบบไม่จำกัด” ด้วยมาตการทางการเงินต่างๆ
       

        ภาคเอกชนจะพยายามทำหน้าที่เพื่อสังคมไทยและพร้อมประคองสถานการณ์และช่วยให้ประเทศไทยสามารถผ่านพ้นวิกฤติไปได้ โดยจะร่วมสร้างความมั่นใจ สร้างความเชื่อมั่น สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ร่วมกับภาครัฐ